โครงการจัดตั้งจิตอาสาราชประชาสมาสัย

การจัดตั้งและขยายชมรมจิตอาสาราชประชาสมาสัย

1. การจัดตั้งและขยายชมรมจิตอาสาราชประชาสมาสัยมีความเป็นมาอย่างไร?

       1.1 ในวันที่ 2 มิถุนายน 2560 หลังจากโครงการควบคุมโรคเรื้อนตามแนวพระราชดำริ ซึ่งเริ่มขยายโครงการฯ ในปี 2500 จนสามารถขยายครอบคลุมทั่วประเทศ ในปี 2519 และกำจัดสำเร็จในปี 2537 ก่อนเป้าหมายปี 2548 ของ WHOสมดังพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรรมการมูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ นำคณะบุคคลที่เกี่ยวข้อง 314 คน เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าถวายรายงานและโปรดเกล้าฯพระราชทานกระแสพระราชดำรัสสรุปได้ว่า ทรงพอพระราชหฤทัยในความสำเร็จที่มิได้คาดมาก่อน เป็นผลจากการที่องค์กรทุกภาคส่วนและประชาชน ร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลให้การสนับสนุนพระราชทฤษฎีราชประชาสมาสัยอย่างท่วมท้น จนมีผู้เรียกโรคเรื้อนว่า “โรคราชประชา”และบุตรผู้ป่วยว่า “ลูกราชประชา” และพระราชทานการบ้านให้เฝ้าระวังค้นหาผู้ป่วยใหม่ต่อไปทั้งในคนไทยและคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานเพื่อกำจัดให้สำเร็จอย่างยั่งยืน และให้มูลนิธิฯ ช่วยดูแลสงเคราะห์ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้าจากโรคเอดส์ที่ยากไร้ในชนบทที่สังคมรังเกียจเช่นโรคเรื้อน อันเป็นที่มาของ 1) การจัดตั้งโครงการประชาร่วมใจกำจัดโรคเรื้อนถวายเป็นพระราชกุศล (ปรร.)ในปี 2541 เป็นต้นมา 2) การจัดตั้งโครงการเร่งรัดเฝ้าระวังค้นหาโรคเรื้อนในคนต่างด้าวและคนไทย ในปี 2541 เป็นต้นมา 3) การจัดตั้งโครงการราชประชาสมาสัยเฉลิมพระเกียรติให้ทุนการศึกษาเด็กกำพร้าจากโรคเอดส์ ในปี 2541 เป็นต้นมา 4) โครงการทดรองจัดตั้งชมรมจิตอาสาราชประชาสมาสัย ในตำบลที่ยังมีปัญหาโรคเรื้อน ในปี 2553 เป็นต้นมา

       ซึ่งทุกโครงการประสบความสำเร็จด้วยดีจากความร่วมมือจากประชาชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชทฤษฎีราชประชาสมาสัย(กษัตริย์และประชาชนพึ่งพากันและกัน) สืบเนื่องตามพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานพระราชทรัพย์ให้จัดตั้ง 1) สถาบันราชประชาสมาสัยและมูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ ในปี 2503 และโรงเรียนราชประชาสมาสัยฯ ในปี 2507 เพื่อสนับสนุนโครงการควบคุมโรคเรื้อนตามแนวพระราชดำริ ซึ่งเริ่มขยายโครงการในปี 2500 เป็นต้นมา 

       1.2ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 หลังจากการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ดังกล่าวใน 1.1 โดยเฉพาะที่ส่งผลให้สามารถประสบความสำเร็จกำจัดโรคเรื้อนได้อย่างยั่งยืน ในปี 2555 ก่อนเป้าหมายปี 2563 ของ WHO สมดังพระราชปณิธาน  โปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ให้คณะกรรมการมูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ นำคณะบุคคลเกี่ยวข้อง 100 คนเข้าเฝ้ากราบทูลรายงานความสำเร็จดังกล่าว 

       พระราชทานกระแสพระราชดำรัสสรุปได้ว่าทุกครั้งที่กรรมการมูลนิธิฯ เข้าเฝ้าฯ ก็ได้กราบบังคมทูลให้ในหลวง ร.9 ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพอพระราชหฤทัยที่สั่งให้  มูลนิธิฯ ทำอะไรก็สำเร็จเป็นที่พอพระราชหฤทัย และสมเด็จพระเทพฯ ทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสความว่า เมื่อกำจัดโรคเรื้อนยั่งยืนแล้วต่อไปมูลนิธิฯก็ควรจะช่วยดูแลผู้ด้อยโอกาสและปัญหาด้านสุขภาพสังคมในพื้นที่ตามความเหมาะสมต่อไป

       จึงเป็นที่มาของโครงการขยายการจัดตั้งชมรมจิตอาสาราชประชาสมาสัย ในปี 2557 (ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สปสช. ให้จัดสัมมนาแกนนำพยาบาลจากกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ 400 คน ที่โรงแรมริชมอนด์ นนทบุรี เพื่อเป็นแกนนำขยายชมรมฯ นับแต่ปี 2558 และได้จัดแบ่งชมรมฯ เป็น 6 ประเภท และเพิ่มกลุ่มเป้าหมายเป็น 15 กลุ่ม เพื่อให้จิตอาสาราชประชาสมาสัยช่วยดูแลแก้ไขปัญหาคุณธรรม สุขภาพ สุขภาวะ ภัยสุขภาพ ภัยพิบัติ และสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงปรองดอง ฯลฯ โดยการขยายชมรมฯ มูลนิธิฯ ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุขและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคประชาชน ซึ่งต้องการอยากร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลในหลวง ร.9 ในการมุ่งทำความดีเพื่อพ่อแห่งแผ่นดินและแผ่นดินเกิด

       1.3ในปลายปีงบประมาณ 2560 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (ส.ช.) ได้เล็งเห็นความสำคัญและผลงานทางชมรมจิตอาสาราชประชาสมาสัยฯ ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณ 4.5 ล้าน ให้มูลนิธิฯ เร่งขยายชมรมฯ และช่วยให้งบประมาณจัดสัมมนาระดับชาติชมรมจิตอาสาราชประชาสมาสัย ครั้งที่ 1 ปี 2560 ขึ้น ที่โรงแรมเซ็นทราฯ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ซึ่งส่งผลกระตุ้นให้แกนนำชมรมฯ 350 คนที่เข้าร่วมสัมมนามีความภาคภูมิใจในการเป็นจิตอาสาผู้มุ่งทำความดีเพื่อพ่อแห่งแผ่นดิน และเพิ่มแรงจูงใจและขวัญกำลังใจที่จะขยายชมรมจิตอาสาราชประชาสมาสัย และดำเนินงานตาม 15 กลุ่มเป้าหมายให้มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น เพื่อสามารถขยายชมรมทั่วประเทศในปี 2562 และเพิ่มเป้าหมายด้วยการดูแลผู้ประสบภัยพิบัติ กลุ่มประชากรในภาวะยากลำบากและเปราะบาง และการพัฒนาสังคมสุขภาวะเพื่อบูรณาการตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของ ส.ช. และการบูรณาการกับชมรมจิตอาสาประชารัฐต่อไป

2.ชมรมจิตอาสาราชประชาสมาสัยมีหลักการหรือปรัชญาในการเชิญชวนองค์กรและประชาชนที่สนใจให้สมัครใจร่วมจัดตั้งและเป็นจิตอาสาขับเคลื่อนชมรมฯ ต่อไปอย่างไร?

       2.1มูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ ใช้หลักการหรือปรัชญา 5 ประการ ในการชักชวนองค์กรและประชาชนที่สนใจให้สมัครใจมาจัดตั้งชมรมฯ คือ

           1) มุ่งทำความดีเพื่อพ่อแห่งแผ่นดิน (สอดคล้องตามพระราชทฤษฎีราชประชาสมาสัย) 

           2) มุ่งทำความดีเพื่อแผ่นดินเกิด (สอดคล้องตามทฤษฎีและหน่วยงานประชารัฐของ คสช. และรัฐบาล)

           3) มุ่งทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทนตามพระราชอุดมการณ์ปิดทองหลังพระ

           4) มุ่งประพฤติปฏิบัติตามพระราชปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการมีความซื่อสัตย์ สุจริต คุณธรรม ขยัน อดทน และเอื้อเฟื้อแบ่งปัน

           5) มุ่งสำนึกและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ และเจริญรอยตามพระยุคลบาทด้วยการทำดีเพื่อพ่อแห่งแผ่นดินและแผ่นดินเกิดต่อไป

       2.2การขับเคลื่อนของชมรมฯ เป็นไปตามความสมัครใจของแกนนำหรือแม่ข่ายชมรมฯ องค์การต่าง ๆ เขาจะขยายชมรมฯ ในเครือข่ายของเขาเอง ซึ่งจัดแบ่งชมรมฯ เป็น 6 ประเภท คือ

           1)ชมรมฯ ในโรงพยาบาลและองค์กรของกระทรวงสาธารณสุข เช่น ชมรม รพ.พระพุทธชินราช พิษณุโลก ชมรมฯ รพ.พระพุทธโสธร ฉะเชิงเทรา

           2)ชมรมฯ ในองค์กรของกระทรวงอื่น ๆ และรัฐวิสาหกิจ เช่น ชมรมอำเภอแม่ลาว เชียงราย ชมรมอำเภอเมืองพะเยา ที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน

           3)ชมรมฯ ในองค์กรภาคธุรกิจและภาคเอกชน เช่น ชมรมนักธุรกิจ อำเภอแม่สาย เชียงราย ชมรมสาหร่ายเกลียวทองเชียงใหม่

           4)ชมรมฯ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ/เทศบาล/อบต เช่น ชมรมเทศบาลเมืองดอกคำใต้พะเยา ชมรมเทศบาลตำบลแม่ปูคา เชียงใหม่

           5)ชมรมฯ ในองค์กรภาคประชาชนในพื้นที่ เช่น ชมรมเครือข่ายมิตรภาพบำบัด รพ.ต่าง ๆ/ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน/ผู้สูงอายุ 

           6)ชมรมฯ ประจำตำบล เช่น ชมรมร่วมใจลดอุบัติเหตุ นครราชสีมา ฯลฯ

    ตัวอย่างการขยายชมรมฯ ส่วนใหญ่ใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่บางแม่ข่ายมีศักยภาพสูงก็อยากขยายแบบปูพรมที่เดียวให้ครบทั้งอำเภอและตำบลในจังหวัด เช่น ชมรมฯ เทศบาลเมืองดอกคำใต้ พะเยา เป็นต้น

3.การขยายชมรมฯ จนถึงปี 2560 ขยายได้มากน้อย?

       3.1ในภาพรวมขยายได้ทั้งหมด 381 ชมรม ใน 28 จังหวัดของทั้ง 5 ภาค มีจิตอาสาฯ รวม 28,399 คน และกรรมการบริหารชมรม 2,637 คน

       3.2 การกระจายชมรมฯ ในภาคต่าง ๆ มีดังนี้

                ภาคตะวันออก มี 6 ชมรม (1.57% ใน 4 จังหวัด มีจิตอาสา 107 คน กรรมการชมรม 35 คน

                ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 241 ชมรม (63.28%) ใน 9 จังหวัด มีจิตอาสา 23,239 คน กรรมการชมรม 1,920 คน

                ภาคกลาง มี 29 ชมรม (10.23%) ใน 6 จังหวัด มีจิตอาสา 1,871 คน กรรมการชมรม 158 คน

                ภาคเหนือ มี 82 ชมรม (21.32%) ใน 5 จังหวัด มีจิตอาสา 2,266 คน กรรมการชมรม  409 คน

                ภาคใต้ มี 23 ชมรม (6.03%) ใน 5 จังหวัด มีจิตอาสา 916 คน กรรมการชมรม115 คน

4.จิตอาสาราชประชาสมาสัยมีบทบาทและกลุ่มเป้าหมายการปฏิบัติมากน้อย?

       4.1 บทบาทสำคัญของจิตอาสาราชประชาสมาสัย บทบาท คือ 

              1)ผู้เป็นบุคคลต้นแบบ (Role Model) ในการเป็นบุคคลตัวอย่างในการทำหน้าที่เดิมที่ตนรับผิดชอบเป็นงานหลักด้วยคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล มีจิตสำนึกความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และรู้รักสามัคคีปรองดอง และมีจิตอาสาเพื่อส่วนรวมช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ ตามโอกาสและความพร้อม

              2)ผู้เป็นผู้นำการผลักดันเปลี่ยนแปลง (Chang Mover)

              3)ผู้เป็นผู้ผลักดันขับเคลื่อนที่สำคัญ (Prime Mover)

              4)ผู้เป็นผู้ประสานสนับสนุน (Coordinator and supporter)

              5)ผู้เป็นผู้คอยช่วยเหลือสนับสนุน (Facilitator)

              6)ผู้เป็นผู้เฝ้าระวังแบบหมาเฝ้าบ้านเพื่อรายงานเมื่อพบสิ่งที่ผิดปกติไม่ปลอดภัยแก่อาคารเกี่ยวข้อง (Watch Dog)

       4.2 กลุ่มเป้าหมายที่จิตอาสาสามารถเลือกปฏิบัติได้ตามความสมัครใจและการได้รับมอบหมายจากกรรมการชมรมฯ

             กลุ่มเป้าหมายที่ 1 : จิตอาสาแต่ละชมรมทำงานเดิมที่ตนรับผิดชอบให้ดีที่สุดด้วยคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล การมีจิตอาสาเพื่อส่วนรวม เพื่อเป็นบุคคลต้นแบบ/ตัวอย่าง (Rove Model) ของจิตอาสาพระราชาและจิตอาสาประชาชน โดยเลือกประสานสนับสนุนการดำเนินงานตามกลุ่มเป้าหมาย 2 – 15ตามศักยภาพ ความสมัครใจ และโอกาส

             กลุ่มเป้าหมายที่ 2 : จิตอาสาแต่ละชมรมช่วยสนับสนุนการดำเนินงานรณรงค์เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติการสร้างจิตสำนึกความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และให้การช่วยประสานสนับสนุนการดำเนินงานตามกลุ่มเป้าหมายที่เหลือตามโอกาส ความสมัครใจ และความพร้อม

             กลุ่มเป้าหมายที่ 3 : จิตอาสาฯ แต่ละชมรมฯ ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานด้านความมั่นคงปรองดองและความสงบ ปลอดภัยในพื้นที่ และให้การช่วยเหลือตามโอกาส ความสมัครใจและความพร้อม

             กลุ่มเป้าหมายที่ 4 : ช่วยดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากโรคเรื้อนและการเฝ้าระวังค้นหาผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในพื้นที่

             กลุ่มเป้าหมายที่ 5 : ช่วยดูแลช่วยเหลือผู้พิการและประชาชนในภาวะยากลำบาก และเปราะบางในพื้นที่

กลุ่มเป้าหมายที่ 6: ช่วยดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่

กลุ่มเป้าหมายที่ 7: ช่วยดูแลเด็กกำพร้าในพื้นที่

กลุ่มเป้าหมายที่ 8: ช่วยดูแลช่วยเหลืองานต่อต้านยาเสพติดในพื้นที่

กลุ่มเป้าหมายที่ 9: ช่วยดูแลช่วยเหลืองานด้านส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ/ภัยพิบัติ/ภัยจากสิ่งแวดล้อมและการดูแลช่วยเหลือพัฒนาระบบเฝ้าระวังภัยพิบัติในชุมชนในพื้นที่เป็นปัญหา เพื่อพัฒนาสู่สังคมสุขภาวะ

กลุ่มเป้าหมายที่ 10:ช่วยดูแลเฝ้าระวังบุคคลและแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ (สุขภาพ ความมั่นคง และแรงงาน)

กลุ่มเป้าหมายที่ 11:ช่วยดูแลสาธารณสถาน ภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านในพื้นที่

กลุ่มเป้าหมายที่ 12:ช่วยสนับสนุนการแก้ไขและการปฏิรูปพัฒนาการศึกษาในพื้นที่

กลุ่มเป้าหมายที่ 13:ช่วยสนับสนุนการแก้ไขและการปฏิบัติด้านการเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ กลุ่มเป้าหมายที่ 14:ช่วยสนับสนุนการดูแลด้านการศาสนาในพื้นที่

กลุ่มเป้าหมายที่ 15:ช่วยสนับสนุนดูแลแก้ปัญหาและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ ในพื้นที่

5.สรุปผลสำเร็จสุดท้ายตามความคาดหวังมีอะไรบ้าง

       ชมรมจิตอาสาราชประชาสมาสัยและชมรมจิตอาสาประชารัฐ จะเป็นพลังแผ่นดินใหม่ของประชาสังคมที่มุ่งทำความดีเพื่อพ่อแห่งแผ่นดินและแผ่นดินเกิด ที่หลอมรวมและช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างคนรวยกับคนจน คนในเมืองกับคนในชนบท เพื่อแก้ปัญหาและปฏิรูปทุกด้าน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และมิติด้านอื่น ๆ อันจะส่งผลให้ช่วยลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคเท่าเทียมกันในสังคมและพัฒนาสู่สังคมสุขภาวะ ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนต่อไป


Visitors: 20,407