ประวัติมูลนิธิฯ

       ในปี พ.ศ.2496 กองควบคุมโรคเรื้อน กรมอนามัย ในขณะนั้น ได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญโรคเรื้อนองค์การอนามัยโลก ทำการสำรวจเพื่อศึกษาการระบาดวิทยาโรคเรื้อน เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีผู้ป่วยทั่วประเทศประมาณ 140,000 ราย คิดเป็นอัตราความชุก 50 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน โดยมีความชุกโรคสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       จากสถานการณ์ดังกล่าว กองควบคุมโรคเรื้อน กรมอนามัย องค์การอนามัยโลก และองค์การยูนิเซฟ จึงได้ร่วมมือการจัดตั้งโครงการทดลองนำร่อง (Pilot project) ในรูปแบบของโครงการชำนาญพิเศษ (Specialized or Vertical Leprosy Control Project) ที่หน่วยควบคุมโรคเรื้อน ของกรมอนามัย ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี พ.ศ.2498 เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีโรคเรื้อนสูงที่สุดและยังเป็นที่ตั้งของสถานพยาบาลโรคเรื้อนศรีฐาน โดยมีหลวงเสริมปรุงสุข เป็นผู้อำนวยการ เพื่อทดลองรูปแบบและวิธีดำเนินการก่อนจะเริ่มขยายโครงการฯ ไปสู่ระดับประเทศต่อไป โดยใช้ทีมสำรวจค้นหาและรักษาโรคเรื้อนเคลื่อนที่ (Mobile Team) เข้าไปสำรวจ ค้นหาผู้ป่วยโรคเรื้อนแบบเข้าถึงทุกบ้านในหมู่บ้าน (House to House Survey) ในจังหวัดที่มีความชุกสูง 20 ต่อประชากรหมื่นคนขึ้นไป และทีมเคลื่อนที่จะเปิดจุดบำบัดตามริมถนน ศาลาวัด ให้ผู้ป่วยมารับการฉีดยาแด๊ปโซนผสมน้ำมันดอกกระเบาเข้ากล้ามเนื้อ ทุก 2 สัปดาห์ ใน 5 ปี แรก สาเหตุที่ใช้ยาฉีดเพื่อเป็นเครื่องชักจูงความสนใจและสร้างความมั่นใจแก่ผู้ป่วยและชาวบ้านว่ามียาทันสมัย ไม่ต้องกลัวว่าจะรักษาไม่หาย ต้องคอยหลบซ่อนตัวอีกต่อไป และภายหลังเปลี่ยนเป็นรับยาเม็ดแด๊ปโซนทุก 1 เดือน ที่สถานีอนามัยใกล้บ้านจนกว่าจะหยุดยาได้ ขณะเดียวกันผู้สัมผัสโรคร่วมบ้านและนักเรียนในโรงเรียนจะได้รับการตรวจเฝ้าระวัง ค้นหาโรคเรื้อนปีละ 1 ครั้งเพื่อค้นหาและถ้าค้นพบเป็นโคเรื้อนจะได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆก่อนแพร่โรคและพิการโดย โครงการนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองเพื่อศึกษารูปแบบให้เหมาะสมก่อนการขยายโครงการควบคุมโรคเรื้อนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยกำหนดระยะเวลาไว้ประมาณ 12 ปี
       การก่อตั้งโครงการดังกล่าวเป็นที่สนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ ศาสตราจารย์นายแพทย์สวัสดิ์ แดงสว่าง อธิบดีกรมอนามัยในขณะนั้น (พ.ศ. 2499) และนายแพทย์รามอน มิเควล (Dr. Ramon Miquel) นายแพทย์ชาวสเปน ที่ปรึกษาโรคเรื้อนจากองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลถวายรายงาน โครงการควบคุมโรคเรื้อนของประเทศไทย ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ว่าโครงการจะขยายได้หรือไม่นั้นขึ้นกับความสามารถในการจัดตั้งอัตรากำลังแพทย์ และเจ้าหน้าที่ให้มีจำนวนเพียงพอต่อการขยายโครงการ แต่ในขณะนั้นยังไม่สามารถฝึกอบรมแพทย์และผลิตพนักงานบำบัดโรคเรื้อนให้เพียงพอกับการขยายโครงการได้ ดังนั้นถ้าจะขจัดโรคเรื้อนให้หมดไปจะต้องได้รับการสนับสนุนในเรื่องของการตั้งหน่วยงานเพื่อศึกษาวิจัยโรคเรื้อน และอบรมบุคลากร ซึ่งจะต้องใช้เงินประมาณหนึ่งล้านบาท ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงอาทรห่วงใยผู้ป่วยโรคเรื้อน จึงทรงรับโครงการควบคุมโรคเรื้อนเป็นโครงการในพระราชดำรินับแต่ปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา และพระราชทานพระราชทรัพย์จาก “ทุนอานันทมหิดล” เป็นทุนเริ่มแรก จำนวน 175,064.75 บาท และเงินที่ได้รับบริจาคจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จำนวน 100,000 บาท รวมทั้งเงินที่พ่อค้าประชาชนโดยเสด็จพระราชกุศล จำนวน 1,236,600 บาท เพื่อพระราชทานให้ กรมอนามัย นำไปจัดสร้างอาคาร 4 หลัง ในบริเวณสถานพยาบาลโรคเรื้อนที่ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับค้นคว้าวิจัยโรคเรื้อน และฝึกอบรมแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศ โดยเฉพาะการเร่งรัดฝึกอบรมพนักงานบำบัดโรคเรื้อน (รับผู้จบ ม.6 เข้ารับการอบรมหลักสูตร 6 เดือน) ให้รวดเร็วเพียงพอต่อการขยายโครงการ
จนกระทั่งวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2501 พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารหลังแรก และเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนีในพิธีเปิดอาคารเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2503 ซึ่งได้พระราชทานนามว่า “ราชประชาสมาสัย” มีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์และประชาชนย่อมต้องอาศัยซึ่งกันและกัน” (Mutual support between the king and people) โดยพระราชทานพระราชดำริในพิธีเปิดอาคารสถาบันราชประชาสมาสัย โดยทรงเน้นว่า “เพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิชาการเกี่ยวกับโรคเรื้อน และทำการฝึกอบรมพนักงานที่ออกไปทำการบำบัดให้ถูกต้องตามหลักวิชาตามแผนขยายงานควบคุมโรคเรื้อนต่อไป” ทำให้สามารถขยายงานควบคุมโรคเรื้อนให้ทั่วถึงทุกจังหวัดทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว จากที่เคยกำหนดไว้ 12 ปี สามารถลดเหลือเพียง 8 ปี ดังนั้นทุกวันที่ 16 มกราคมของทุกปี จึงถือเป็น “วันราชประชาสมาสัย”
      หลังจากการก่อสร้างอาคารสถาบันเสร็จเรียบร้อย ยังมีเงินเหลืออยู่อีกจำนวน 271,452.05 บาท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานให้เป็น “ทุนราชประชาสมาสัย” เพื่อใช้จ่าย และส่งเสริมบำรุงกิจการของสถาบัน ต่อมากระทรวงสาธารณสุขเห็นว่า ทุนนี้เป็นทุนที่มีผู้โดยเสด็จพระราชกุศลอยู่เนืองๆ พระบำราศนราดูร ปลัดกระทรวงสาธารณสุขขณะนั้น จึงได้นำความกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนจากทุนให้เป็นมูลนิธิ ซึ่งทรงเห็นชอบด้วย และได้จดทะเบียนจัดตั้ง “มูลนิธิราชประชาสมาสัย” เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัยในกิจการของมูลนิธิมาโดยตลอด แม้แต่ เรื่องดวงตราของมูลนิ โดยได้ทรงพระราชทานแนวคิดว่า ควรเป็นรูปดอกบัวกับน้ำ ซึ่งหมายถึง พระมหากษัตริย์กับประชาชน ดวงตรานี้ออกแบบโดย “นายเหม เวชกร” และ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้รับมูลนิธิราชประชาสมาสัยเข้าเป็นมูลนิธิในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2504
สำหรับดวงตราของมูลนิธิฯ เป็นรูปดอกบัวสีเหลืองกับน้ำ ซึ่งมีความหมาย คือ

ดอกบัว หมายถึง องค์พระมหากษัตริย์

สีเหลือง หมายถึง วันพระราชสมภาพ คือ วันจันทร์

น้ำ หมายถึง ประชาราษฎร

Visitors: 14,720